ผู้เขียน หัวข้อ: LED TV เป็นยังไง มีกี่ประเภท  (อ่าน 19 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

mainertimoteo

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
    • ดูรายละเอียด
LED TV เป็นยังไง มีกี่ประเภท
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2019, 03:37:27 am »
หลายคนบางทีอาจจะได้ ยินคำว่า แอลอีดี ค่ะ คลับคล้ายว่าจะเป็นหลอดไฟ ซึ่งก็แน่นอนค่ะเป็นความเข้าใจที่ถูกแล้ว แอลอีดี ย่อมาจาก Light Emitting Diode ซึ่งเป็นแหล่งเกิดแสง เรียกว่า จิ๋ว{แต่|แต่ว่าแจ๋ว ทั้งที่หลอดเล็กแต่ให้พลังงานไฟสูงนั่นเองค่ะ หลอดLEDเป็นตัวกำเนิดแสง แล้วก็มี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว มี 3 สีก็คือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว Hybrid ตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงสว่างจากหลอดLEDส่งลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆนั่นเอง ในส่วนของ LED TV ก็คือทีวีที่เปลี่ยนจากการใช้หลอด ccfl มาเป็นหลอด LED ซึ่งหลอด ccfl ก็คือ LCD TV นั่นเองจ้ะ 


ประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีจิ๋วแต่แจ๋ว


มาดูกันที่เรื่องของสมรรถนะของ LED TV กันบ้างค่ะ อย่างที่บอกจ้ะว่าทีวีจำพวกนี้เป็นโทรทัศน์ที่ใช้หลอดเล็ก แต่ประสิทธิภาพคับแก้วในหลายๆแง่ เช่น ความสว่าง ระดับ 8 สีสันระดับ 9 ระดับสีดำระดับ 9 อัตราการกินไฟระดับ 10 ความบางระดับ 9 ระดับราคาระดับโลก ก็เลยถือได้ว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าในรุ่น LCD TV ค่ะในเรื่องของความคุ้มราคาถึงแม้ว่าเครื่องจะแพงกว่าแต่ว่าโดยรวมแล้วค่าไฟฟ้าในระยะยาวถูกกว่ามากเลยอย่างยิ่งนะค่ะ ว่ากันว่าประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีอยู่ที่ระดับ 9 เต็ม 10 นั่นเองค่ะ
คุณสมบัติที่ทำให้หลอดแบบLED สามารถให้แสงสว่างได้ดียิ่งไปกว่า โดยที่ใช้ไฟน้อยกว่าซึ่งก็คือLED เป็นบ่อเกิดไฟที่มีประสิทธิภาพ และก็ที่สำคัญด้วยขนาดหลอดที่เล็กทำให้ LED TV มีความบางกว่า TV โดยทั่วๆไปที่ใช้หลอด ccfl Black Light แม้ราคาของตัวเครื่องทีวีแอลอีดีจะสูงมากยิ่งกว่าทีวี LCD แต่ในเรื่องของอัตราการกินไฟนับได้ว่าถูกกว่ามากมาย โดยเหตุนั้นในระยะยาวถือว่าคุ้มมากเลยทีเดียวล่ะจ้ะ
ชนิดของ LED TV

1. EDGE LED เป็นทีวีแอลอีดีชนิดที่วางหลอดแอลอีดีไว้ตามขอบของโทรทัศน์จ้ะ ทั้งในส่วนของขอบบนขอบล่าง ขอบซ้ายขอบขวาของทีวี ซึ่งแสงสว่างจากขอบพวกนี้ก็จะยิงเข้ามาตรงกลางจอทีวีซึ่งมีข้อดีตรงที่ว่ามีความบางมากกว่า LCD TV โดยทั่วๆไป เพราะหลอดแอลอีดีจะอยู่เพียงแค่ข้างๆค่ะ ส่วนอีกประเด็นก็คือการประหยัดไฟอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้วล่ะจ้ะ แต่จอประเภทนี้ก็จะมีข้อเสียอยู่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับแอลอีดีแบบLED คือไม่สามารถทำ Local dimming หรือที่เรียกว่าเปิดปิด


 
2. FULL LED ประเภทที่ 2 นี้พวกเราเรียกว่า Full LED ซึ่งจะมีการวางหลอดแอลอีดีเป็นแผงอยู่ข้างหลังของจอค่ะ ซึ่งบางครั้งบางคราวก็จะเรียกว่า Direct LED ด้วยการที่มีหลอดไฟอยู่ทางข้างหลังเป็นแผงคอยล์ให้กำเนิดแสงจะมีจุดเด่นของทีวีประเภท Full LED อย่างงี้ก็คือสามารถ ทำ Local dimming หรือกระทำเปิดปิดหลอดLEDเป็นกลุ่มหรือเฉพาะจุดได้อย่างอิสระ เช่น ด้านซ้ายเป็นสีดำ ด้านขวาเป็นสีขาวหลอด LED แบล็คไลท์บริเวณด้านซ้ายก็จะปิดเพื่อทำให้สีดำที่อยู่บริเวณทางซ้ายจอนั้นดำสนิทนั่นเองและในกรุ๊ปของแอลอีดีแบล็คไลท์ทางด้านขวาก็จะเปิดขึ้นเพื่อให้แสงสว่างสามารถลอดออกมาเป็นสีขาวได้ค่ะ มีจุดเด่นก็ต้องมีข้อด้อยอยู่เหมือนกันจ้ะ เป็นเพียงข้อผิดพลาดแค่นิดหน่อยเพียงเท่านั้นก็คือ ความหนาของตัวเครื่องที่มีมากกว่าประเภทแรกนั่นเอง เพราะเหตุว่าการที่จะจำต้องใช้หลอดไฟฟ้าหลายตัวไว้ด้านหลังของจอภาพทำให้โทรทัศน์ทำให้มีความหนามากขึ้นกว่าโทรทัศน์ปกติจ้ะ




3. RGB LED ทีวีแอลอีดีประเภทที่ 3 จ้ะจะใช้หลอดLEDสีแดง เขียว สีน้ำเงินเป็นแผงอยู่ด้านหลัง ถือว่ากลุ่มนี้เป็นตัวท็อปของ LED TV ในขณะนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งแนวทางการทำงานของโทรทัศน์ชนิดนี้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดแสงก็จะคล้ายๆกับ โทรทัศน์จำพวก Full LED แต่มีข้อแตกต่างที่ดีกว่าตรงที่แทนที่จะใช้หลอดแอลอีดีสีเดียว ซึ่งใน Full LED จะใช้สีขาวสำหรับในการให้กำเนิดแสงสว่าง แต่ว่าสำหรับในกลุ่มของ RGB LED นี้จะใช้หลอดแอลอีดี ที่มีแม่สีถึง 3 สีนั้นคือสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินสำหรับในการให้กำเนิดแสงแทนนั่นเองซึ่งหลอดไฟทั้ง 3 สีนี้เมื่อแยกการทำงานกันอย่างอิสระจะส่งผลทำให้การผลิตสีที่ดียิ่งขึ้น เพราะว่าแสงหัวขั้วออกมาเป็นแม่สีตั้งแต่ทีแรกจ้ะ ความถูกต้อง ความคมชัดของสีก็เลยมีเยอะขึ้นทำให้อรรถรสในการชมทีวีของพวกเรามีเยอะขึ้นตามไปด้วย ตลอดจนความสามารในการไล่เฉดสีและก็มิติของภาพก็ดีขึ้นตามไปด้วยจ้ะ จากแนวทางดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้แล้ว จึงนับว่าเป็น LED TV ที่ยอดเยี่ยมก็ว่าได้ และด้วยคุณสมบัติที่ดีเลิศกลุ่มนี้ก็ย่อมทำให้ต้นทุนของโทรทัศน์ชนิดนี้มีราคาที่สูงกว่าความสามารถสำหรับในการทำ Local dimming หรือการเปิดปิดไปเป็นกรุ๊ปๆได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้ที่สีดำที่ดำสนิทแล้วก็คอนทราสที่มากขึ้นก็มีเช่นเดียวกันกับโทรทัศน์จำพวกที่ 2 ส่วนข้อเสียของกลุ่มนี้ก็จะอยู่ที่ราคาที่ค่อนข้างสูงยิ่งกว่าตัวอื่นๆนั่นเองล่ะจ้ะ